วันอาทิตย์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2558

เรื่องย่อประชาธิปไตยบนเส้นขนาน

เนื้อเรื่องโดยย่อเรื่องประชาธิปไตยบนเส้นขนาน


ฝนเทลงมาเหมือนทะเลคลั่งในคืนหนึ่งของเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2535 เช้าวันรุ่งขึ้น ที่มุมหนึ่งของสวนลุมพินี ชายชราสองคนนั่งด้วยกันบนม้านั่งตัวหนึ่งชายชราคนแรกร่างสูงใหญ่ ผมขาวแชมเทาทั่งศีรษะ ริ้วรอยบนใบหน้าแสดงถึงประสบการณ์ชีวิตที่โชกโชน สายตาคมกริบและเปี่ยมพลังแฝงแววเฉลียวฉลาดแม้จะอยู่วัยใกล้ฝังชายชราอีกคนหนึ่ง รูปร่างไล่เลี่ยกันกับคนแรก ปีกไหล่ทั่งสองหนาบึกบึน คล้ายกันต้องแบกภาระหนักมาตลอดชีวิต สายตาผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างมากมาย
ทั้งสองนั่งอยู่ด้วยกันอีกครั้งหนึ่งนับตั้งแต่เจอกันครั้งแรกเมื่อ 60 ปีก่อน
ชายคนแรกตามเนื้อเรื่อง เขาคือ เสือย้อยที่มีถิ่นอาศัยอยู่แถบเมืองเพชรบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี ผู้ที่เป็นโจรแต่มีแววตาที่ฉลาด ดูมีการศึกษาที่สูงที่ไม่เหมือนกับโจรทั่วไป ที่เป็นเช่นนี้เพราะชายผู้นี้มีชื่อเรียกอีกชื่อว่า หลวงกฤษดาวินิจ บุคคลที่มีการศึกษาสูง และเป็นทหารที่มีความจงรักภัคดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ผู้ที่ต่อต้านการปฏิวัติที่ต้องการอำนาจของบุคคลเพียงบางกลุ่ม จนถูกบีบบังคับให้มาเป็นโจร
ชายชราอีกคนหนึ่งคือนายตำรวจที่มี ชื่อว่า ร.ต.ต ตุ้ย พันเข็ม นายตำรวจที่มีอุดมการณ์สูงรักประเทศยิ่งชีวิต ผู้มีบทบาทตั้งแต่นายตำรวจธรรมดาที่ปราบโจรที่มีชื่อต่างๆ จนเป็นที่เลืองลือจนได้รับฉายาว่า "จ่าตุ้ยปืนผี" จนถึงนายตำรวจที่มีบทบาทอย่างสูงทางการเมืองในยุค 60 ปีของการได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญ นายตำรวจที่เป็นคนสนิทของผู้นำประเทศที่มีอำนาจมหาศาลที่สุดในยุคหนึ่งของประเทศ


ทั้งสองเป็นทั้งเพื่อนและศัตรูกันทางด้านแนวคิด
ต่อจากนี้เป็นเรื่องที่กล่าวโดยย่อถึงเนื้อเรื่องที่เกิดขี้น พ.ศ. ต่าง ๆ
  • พ.ศ. 2476 ในยุคแรกเริ่มของการได้มาซึ่งประชาธิปไตย ร.ต.ต ตุ้ย พันเข็ม ขณะยังมียศเป็นจ่าสิบตำรวจได้รับรู้ที่มาของเสือย้อย โจรที่ฉลาดและเป็นอดีตทหารที่เข้าร่วมกับฝ่ายกบฏบวรเดช เขาได้ออกไล่ล่าเสือย้อยเพื่อจะจับกุมตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา แต่สุดท้ายกลับได้เสือย้อยเป็นเพื่อนที่ต่างอุดมการณ์ เรื่องราวต่างๆ จึงเริ่มต้นขึ้น ณ จุดนี้
  • พ.ศ. 2482 เสือย้อยถูกจับกุมเพื่อเตรียมถูกประหารในคดีลอบสังหารจอมพล ป. พิบูลสงคราม โดย ร.ต.ต.ตุ้ยเป็นผู้ควบคุมการประหารด้วยตนเอง แต่ด้วยที่เสือย้อยเป็นโจรที่มีการศึกษาสูงและมีบทบาททางการเมือง จึงสามารถรอดพ้นการถูกประหารมาได้
  • พ.ศ. 2483/2488 เป็นเรื่องราวของเสือย้อยในสองช่วงเวลา โดยช่วง พ.ศ. 2483 เสือย้อยถูกส่งตัวไปที่เกาะตะรุเตา เสือย้อยพยายามแหกคุกหนีออกมาจากเกาะตะรุเตา แต่โชคร้ายที่ผู้คุมคนหนึ่งเห็นตัวเข้า เสือย้อยคิดว่าตัวเองจะถูกผู้คุมยิงตายแล้ว แต่น่าแปลกที่ผู้คุมกลับปล่อยตัวเขาไป ส่วนช่วง พ.ศ. 2488 นั้นเป็นช่วงท้ายของสงครามโลกครั้งที่สองแล้ว เสือย้อยได้อาสาเป็นคนส่งความลับทางทหารให้กับคณะเสรีไทยแต่พลาดท่าถูกทหารญี่ปุ่นจับได้ เผอิญเวลานั้นญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้สงครามต่อฝ่ายสัมพันธมิตร และทหารญี่ปุ่นกลุ่มที่จับเสือย้อยรู้จักยอมรับความพ่ายแพ้ ทำให้เสือย้อยรอดพ้นจากความตายมาได้
  • พ.ศ. 2490 เกิดรัฐประหารล้มรัฐบาล พล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ เสือย้อยหลีกเร้นตัวเองขึ้นไปค้าไม้ที่ภาคเหนือ เขาได้พบกับชายชาวบ้านป่าคนนึง ที่มีความเฉลียวฉลาด เด็ดเดี่ยว กล้าหาญไม่แพ้ตัวเขา
  • พ.ศ. 2494 เกิดกบฏแมนฮัตตันขึ้น มีการจับตัวจอมพล ป. พิบูลสงครามไว้เป็นตัวประกันโดยกลุ่มทหารเรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ แต่ไม่สำเร็จ ผู้ที่ผิดหวังที่สุดในครั้งนี้คือเสือย้อยที่จะทำการปฏิวัติ แต่ช้ากว่าพวกกบฏแมนฮันตัน
  • พ.ศ. 2519 พล.ต.ท ตุ้ยได้รับคำสั่งให้มาจับเสือย้อย ที่มีความเคลื่อนไหวว่าได้ปล้นรถบรรทุกนักโทษและได้ไปเข้าร่วมกับฝ่ายคอมมิวนิสต์ แต่เมื่อได้พบกันแล้วกลับพบความจริงว่า ลูกชายของเสือย้อยถูกจับ และเสือย้อยได้ฝากลูกชายไว้กับ พล.ต.ท ตุ้ยเพื่อให้กลับมาใช้ชีวิตในเมืองต่อไป ระหว่างเดินทางกลับ ลูกชายเสือย้อยถูกยิงเสียชีวิตเนื่องจากความเข้าใจผิดของฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐ

  • พ.ศ. 2535 ปีที่เกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ทั้งเสือย้อยและ พล.ต.ต ตุ้ยย่างเข้าวัยชราแล้ว แต่ยังต้องข้องเกี่ยวกับการเมืองของนักการเมืองคนหนึ่ง ซึ่งเป็นคลื่นลูกใหม่ที่มาแทนคลื่นลูกเก่า ทั้งสองคนต้องพิสูจน์ถึงคุณสมบัติของเสือที่ยังไว้ลายแม้จะแก่แล้วก็ตาม


วันพฤหัสบดีที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2558

เรื่องย่อคำพิพากษา

เรื่องย่อคำพิพากษา




เรื่องย่อ
           ไอ้ฟัก เป็นภารโรงอยู่ในโรงเรียนแห่งหนึ่งในชนบทมาก แต่มีแม่เลี้ยงเป็นคนบ้า สติสตางค์ไม่ดี แต่ฟักต้องรับเลี้ยงแม่เลี้ยงที่สติสตางไม่ดีนั้นจนสิ้นชีวิต แม่เลี้ยงชื่ออีสมทรง (เจ้าของบล็อคขอใช้สรรพนามแม่เลี้ยงไอ้ฟักว่า "อีสมทรง" เพื่อให้เห็นถึงความไม่มีเกียรติและศักดิ์ศรีเลยของคนบ้า และนี่ไม่มใช่เวลาต้องมามีมารยาทกัน) เนื่องจาก พ่อของฟักไปเก็บ อีสมทรง มาจากในเมือง แล้วเอามาทำเมีย อยู่กระต๊อบเดียวกันกับฟัก  เมื่อพ่อตาย ฟักก็ไม่รู้จะเอา อีสมทรง ไปไว้ที่ไหน เพราะไม่มีใคร อยากจะรับเลี้ยงคนบ้าหรอก ฟักจึงต้อง รับเลี้ยง อีสมทรง เรื่อยมา แต่ด้วยความที่เป็นคนจน อยู่กระต็อบเดียวกันทั้งวันทั้งคืน ชาวบ้านก็ชอบนินทาหาว่า ฟัก เอาเมียพ่้อทำเมีย ด้วยความที่ฟัก เป็นคนจน ไม่มีเกียรติมีศักดิ์ศรี พูดอะไรไปใครเขาก็ไม่เชื่อ (ความจริงฟัก ไม่เคยเอาอีสมทรงทำเมียเลย ) พูดไปสองไพเบี้ย ฟักเลยไม่เถียงและโต้แย้งอะไรใครทั้งสิ้น มุ่งหน้าทำหน้าที่ของตนไป คนไหนเลี่ยงได้ก็เลี่ยง วันหนึ่งฟักอยากจะเอาเผาศพพ่อตัวเอง ที่เก็บไว้ในคลังของวัด เพราะพอจะมีเงินทำศพแล้ว ฟักได้ฝากเงินเดือนแต่ละเดือนของตนไว้ที่ครูใหญ่ของโรงเรียน ฟักไปเบิกเงินจากครูใหญ่เพื่อมาทำศพพ่อ และไปเชิญ สัปเหร่อ มาทำพิธีเผาศพ แต่วันนั้นไม่มีใครมางานเผาศพพ่อของฟักเลย คนทั้งหมู่บ้านติดธุระส่วนตัวกันหมด ฟักเริ่มมีความชัดเจนต่อชะตากรรมชีวิตของตัวเอง เมื่อเปรียบเทียบกับงานศพของคนอื่นๆ ในหมู่บ้าน ซึ่งมีคนมาร่วมงานตั้งมากตั้งมาย สัปเหร่อจึงดับความเครียดของฟักด้วยสุรา ฟักได้เริามลิ้มรสสุราครั้งแรก และได้ค้นพบว่า ฤทธิ์ของสุรานอกจากจะทำให้เมาแล้ว ยังทำให้เขานอนหลับสบายอีกด้วย เพราะไม่ต้องคิดมากก่อนนอน อย่างที่เป็นอยู่ก่อนหน้านี้ หลังจากวันนั้น เขาเริ่มซื้อสุรากินเอง เพื่อให้ลืมความทุกข์ ที่ถูกชาวบ้านหาว่าเอา อีสมทรง เมียของพ่อเป็นเมียของตัวเอง นานวันเข้า เขากลับเป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง แล้วตายในที่สุด ศพของเขาถูกเก็บไว้เพื่อเผาวันที่ทดลองเตาเผาอันใหม่ของวัด ซึ่งเป็นศพที่น่าสมเพชมาก เพราะนอกจากจะไม่มีใครมางานของฟัก เพื่อไว้อาลัยแล้ว ยังมาเพื่อมาดูเตาเผาใหม่ ไม่ใช่มางานของฟักอีกด้วย ส่วน อีสมทรง ถูกนำไปส่งโรงพยาบาลบ้าในเมือง และชาวบ้านก็ได้รู้ความจริงว่า อีสมทรง หนีออกมาจากโรงพยาบาลบ้าแห่งนี้นี่เอง







คลิกที่นี่


คลิกที่นี่

คลิกที่นี่







วันอังคารที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558

เรื่องย่อเพียงความเคลื่อนไหว



เพียงความเคลื่อนไหว

 
 
เนาวรัตน์  พงษ์ไพบูลย์: ผู้ประพันธ์


 

เรื่องย่อ



เพียงความเคลื่อนไหว เป็นหนังสือรวมบทร้อยกรอง 33 บท ที่เคยตีพิมพ์ลงในวารสารและหนังสือพิมพ์ หลังวันมหาวิปโยค 13 ตุลาคม 2516 เพียงความเคลื่อนไหว เป็นชื่อกลอนบทแรกของเล่มที่พรรณนา เหตุการณ์การปะทะกันระหว่างประชาชนกับทหาร ชี้ให้เห็นถึงความตื่นตัวต่อความเปลี่ยนแปลงของบ้านเมือง และชีวิตร่วมสมัย บทกวีที่เป็นแบบอย่างแฝงลักษณะพื้นบ้านไว้มาก ผู้แต่งเข้าถึงใจผู้อ่าน ความเอาจริงเอาจังของเขาในการเอาตัวผูกพันกับสังคม ความพร้อมที่จะรับปัญหา และประสบการณ์ของเพื่อนร่วมแผ่นดิน ตลอดจนสัจธรรม ความเที่ยงธรรม เป็นบทกวีที่มีคุณค่า ประกอบด้วยฉันทลักษณ์ หนึ่ง ความไพเราะ อรรถรส สอง และสารทัศนคติ สาม เป็นบทกวีที่อ่านเข้าใจง่าย การใช้ถ้อยคำเร่งเร้าให้ตื่นตัวและเกิดความเคลื่อนไหวทางความคิด บทกวีได้ให้คำกลอนบางเรื่อง เล่าชีวิตชนบท บางเรื่องเล่าว่าด้วยสงคราม บางเรื่องแสดงออกถึงอารมณ์ ให้แนวคิดและทัศนคติต่อสังคม 


 







คลิกที่นี่

คลิกที่นี่
คลิกที่นี่

คลิกที่นี่




 


เรื่องย่อซอยเดียวกัน


เรื่องย่อ ซอยเดียวกัน  ( เรื่อง เมืองหลวง)

                


ณ ป้ายรถเมล์แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เวลาหลังเลิกงาน ชายคนหนึ่งซึ่งเป็นพนักงานบริษัทมารอรถเมล์เพื่อบกลับที่พักเหมือนอย่างเช่นทุกวัน  บรรยากาศรอบๆตัวเป็นเหมือนทุกวันที่ผ่านมา  ไม่มีอะไรที่น่าสนใจมีแต่ผู้คนที่เร่งรีบหน้าตาบอกบุญไม่รับ  เมื่อรถเมล์มาถึงผู้คนก็ต่างเบียดเสียดแย่งชิงกันขึ้นรถจนรถแน่นขนัด พอรถเคลื่อนไปได้สักพักฝนก็เริ่มตก อากาศในรถร้อนจนหายใจไม่ออกเพราะหน้าต่างทุกบานปิดหมด  ผมรู้สึกเหนียวตัวและกำลังพยายามใช้ไหล่ปาดเหงื่อที่ข้างแก้ม  ผมรู้สึกเหมือนจะเป็นลมด้วยความร้อนและความอับอากาศหายใจ  ผมรู้สึกหิวข้าว  ผมหลับตาอย่างเหนื่อยอ่อน  พักหน้าตัวเองไว้บนท่อนแขนข้างที่โหนราวอยู่  ทำไมผมต้องมาลำบากลำบนอะไรอย่างนี้อยู่ในกรุงเทพก็ไม่รู้  ผมน่าจะอยู่ที่บ้านต่างจังหวัดตกปลาหาเลี้ยงตัวเองไปวันๆ ผมคิด                                                     
รถเมล์เคลื่อนไปได้อีกหน่อย ฝนยังคงตกอยู่และน้ำตามถนนเริ่มเจิ่งนอง ขาของผมเมื่อยและอ่อนแรงผมอยากจะนั่งเต็มที แต่ไม่มีทีท่าว่าจะมีใครลุกเลย  เด็กสองคนมากับแม่ยืนเกาะพนักเก้าอี้อยู่  ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงนั้นไม่ลุกให้เลย ฝนซาเม็ดลงบ้าง  ผมมองออกนอกหน้าต่างเห็นผู้ชายคนหนึ่งกำลังเข็นรถซึ่งเสียอยู่กลางถนน  น่าเห็นใจเขาอยู่เหมือนกัน  ร่างเขาชุ่มไปด้วยน้ำฝน  คนบนรถมองดูด้วยสีหน้าที่ปราศจากความรู้สึก  ไม่มีใครบนรถพูดจากันเลย                                                                                                                                                                                        
.....หอมเอยหอมดอกกระถิน  รวยระรินเคล้ากลิ่นกองฟาง.....                                                               
ผมชะงักกับเสียงเพลงนั้นเพรามันทำให้ภาพอดีตที่ผมอยู่ที่บ้านต่างจังหวัดวุบเข้ามาในหัวผม  มีชายคนหนึ่งร้องเพลงขึ้นมาทำลายความเงียบบนรถ  ทำให้บรรยากาศดีขึ้น  เสียงเพราะมาก ผมกล่าวชมเขาอยู่ในใจ ผมลืมความเคร่งเครียดจากความอึดอัดบนรถเสียสิ้น ชายคนนั้นร้องเพลงต่อ คนในรถบางคนหัวเราะคิกคัก บางคนปรบมือชอบใจ บางคนก็ซุบซิบหาว่าชายคนนั้นเขาต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ แต่สำหรับในความรู้สึกของผมตอนนี้ เขาคือเพื่อนเกลอที่เข้าใจคนหัวอกเดียวกัน ที่ต้องจากบ้านจากคนที่รักเข้ามาทำงานในเมืองหลวง เนื้อเพลงที่เขาร้องทำให้ผมคิดถึงบ้าน คิดถึงแฟนของผม รถจอดป้าย ไอ้หนุ่มนักร้องลุกขึ้นลงจากรถไปโดยไม่สนใจกับสายตาที่มองเขา ผมเห็นคราบน้ำตาบนใบหน้าของเขา  ผมรีบเดินลงจากรถเพื่อตามเขาไป  ผมอยากจะทักและคุยกับเขาแต่ไม่รู้จะพูดอย่างไรผมจึงถามเขาไปว่า  ขอโทษเถิด ถามจริง บ้าหรือเปล่า  เขาตอบผมกลับมาว่า  “ เปล่า.....แต่อยากจะบ้าเหมือนกัน  เขาตอบคำถามผมแล้วเดินหายไปกับกลุ่มคนที่เดินเบียดเสียดกันเต็มท้องถนน

 
 

วันจันทร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2558

เรื่องย่อใบไม้ที่หายไป



ใบไม้ที่หายไป : กวีนิพนธ์แห่งชีวิต

                

ใบไม่ที่หายไป เป็นกวีนิพนธ์แห่งชีวิตที่พิมพ์ในหนังสือคุณภาพในเครืออมรินทร์

เรื่องย่อ

เรื่องราวที่สะท้อนความคิด ความหวัง และปลุกจิตสำนึกของหนุ่มสาวในยุค 14 ตุลา 2516 ให้เชื่อมั่นในศรัทธาอันบริสุทธิ์ของตนเองว่าสามารถเปลี่ยนแปลงสังคมที่ มืดมนให้สว่างไสวด้วยพลังของหนุ่มสาวกวีนิพนธ์เรื่องนี้เป็นเรื่องราวเชิงบันทึกของชีวิตตอนหนึ่งของผู้ประพันธ์ ตั้งแต่ได้เริ่มเข้าไปร่วมขบวนจวบจนกระทั่งได้ตระหนักความจริงของชีวิตที่ถูกธรรมชาติกำหนด สาระของบันทึกนี้มีทั้งความใฝ่ฝัน ปรัชญาชีวิต และอุดมการณ์ของคนหนุ่มสาว ซึ่งเหตุการณ์ที่ตามมาคือกลุ่มนักศึกษาได้หนีเข้าป่าเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย การใช้ชีวิตในป่า เธอต้องพบกับความยากลำบาก คิดถึงบ้าน การค้นหาความหมายของชีวิตที่เต็มไปด้วยขวากหนาม แต่เธอก็สามารถทำตามอุดมการณ์ของตัวเองจนสำเร็จ และกลายเป็นวีรกรรมและตำนานที่ตรึงตราตรึงใจยุคสมัยนั้น เปลี่ยนมือที่อ่อนนิ่มเป็นลิ่มเหล็ก
 
การตั้งชื่อเรื่อง
                
ชื่อเรื่อง ใบไม้ที่หายไป เป็นการนำเอาเรื่องของชีวิตขบวนนักศึกษาที่ต้องวายชีวีเพื่อต้องการเรียกร้องความยุติธรรมกับมาสู่สังคมไทย จึงได้นำ ใบไม้ มาเปรียบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ส่วนคำว่า ที่หายไป ก็หมายถึงนักศึกษาที่วายชีวีในเหตุการณ์ครั้งนั้น เช่น
                  ขอเพียงอุทิศความตาย                        เป็นเครื่องหมายสัจจะ เย่อหยิ่ง
           ผลิไม้ใบอ่อนซ้อนอิง                                          แตกกิ่งต่อก้านต้านเวลา
                  ที่รักรีรอร้องร่ำทำไม?                    รีบก้าวต่อไปข้างหน้า
           ทิ้งฉันไว้ ทิ้งฉันไว้ จะตายช้าช้า                       หากคุณค่าฉันสืบต่อ ฉันพอใจ
                                                                                                                                (พินัยกรรม หน้า ๗๕)
               
จากบทประพันธ์ที่ยกมาก็เป็นบทประพันธ์หนึ่งในหนังสือ ใบไม้ที่หายไป ที่ทำให้รู้ถึงความเป็นมาของการตั้งชื่อเรื่องของหนังสือเล่มนี้


กลวิธีการนำเสนอเรื่อง
                ผู้แต่งนำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในสังคมและชีวิตความเป็นอยู่ที่ผู้ประพันธ์ได้สัมผัสมาจากความเป็นจริงทั้งหมดแล้วนำมาถ่ายทอดผ่านกวีนิพนธ์เล่มนี้เพื่อเป็นสื่อกลางในการตีแผ่เรื่องราวที่เกิดขึ้น เพื่อให้เห็นภาพสะท้อนทางสังคมการเมือง อารมณ์ความรู้สึก  และความกล้าหาญของบุคคลในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
                วรรณกรรมนี้มีการใช้กลวิธีสื่อผ่านบทกวีที่แฝงไปด้วยความศรัทธา ความปวดร้าวเศร้าในจิตใจเพื่อสื่อสารความคิดความรู้สึกไปยังผู้อ่านให้ผู้อ่านเข้าใจแจ่มชัดในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เช่น
                                วิถีบาปสาปส่งลงมาหรือ?                 เพลิงกระพือผลาญชีวันอันใดหนอ
                ดินเปื้อนเลือดราดฟ้าน้ำตาคลอง                                      รันทดท้อเพลงตรมชั่วงมงาย
                                กระแสกรรมร่ำไรเริ่มไหลบ่า                           หลั่งมายาหล้าล่มจมสลาย
                ท่วมความคิดท้นความความหวังพังทลาย                      ทุกสิ่งคล้ายเศษสวะถูกชะพา
                                โลกอสัตย์บัดนี้ถึงที่สุด                                       ชาวโลกหยุดเมามัวกลั้วโมหา
                เลือดรินล้างแล้วลบกลบพสุธา                                         ฟ้าสีฟ้าสว่างวาม ความเป็นธรรม
                                                                                                                          

ประวัติวินทร์ เลียววาริณ

ประวัติวินทร์    เลียววาริณ

 
วินทร์ เลียววาริณ เกิดที่หาดใหญ่ สงขลา เมื่อปี พ.ศ. 2499 เข้าเรียนชั้นประถมปีที่ 1 เมื่ออายุเจ็ดขวบ ที่โรงเรียนวิริยเธียรวิทยา หาดใหญ่ ซึ่งเป็นโรงเรียนประถมเล็ก ๆ ครั้นแปดขวบก็ยังเรียนซ้ำชั้น ป.1 ด้วยครูประจำชั้นเห็นว่าจะทำให้ภูมิแน่นขึ้น เรียนต่อประถมปีที่ 4 ที่โรงเรียนแสงทองวิทยาหาดใหญ่ ซึ่งเป็นโรงเรียนคาทอลิก จึงมีโอกาสเรียนทั้งศาสนาพุทธและคริสต์ เมื่อจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ได้ไปต่อม.ศ. 4 ที่กรุงเทพฯ ณ โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) รุ่นที่ 3 และเป็นรุ่นแรกที่เรียน ณ ที่ตั้งของโรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ปัจจุบัน
วินทร์ สนใจงานศิลปะตั้งแต่เล็ก จึงเลือกเรียนสถาปัตยกรรมศาสตร์ จบปริญญาตรี สถ.บ. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แล้วเดินทางไปทำงานที่ประเทศสิงคโปร์ทันที ทำงานเป็นสถาปนิกที่สิงคโปร์ร่วมสี่ปีก็เดินทางไปทำงานและเรียนต่อที่นิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเขาเข้าเรียนในหลายมหาวิทยาลัยโดยไม่เอาปริญญา จบแล้วกลับเมืองไทยมาทำงานในวงการโฆษณา และต่อมาเรียนต่อจนได้รับปริญญาโทด้านการตลาด จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
วินทร์ เริ่มชีวิตคนโฆษณาด้วยตำแหน่งผู้กำกับศิลป์ และเปิดฉากการเขียนหนังสือควบคู่ไปด้วย เรื่องสั้นเรื่องแรกที่ได้รับการตีพิมพ์คือ ไฟ
ด้านชีวิตส่วนตัว เขาสมรสแล้วกับ ลิเลียน เลี้ยววาริณ ชาวสิงคโปร์ มีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ ตฤณ เลี้ยววาริณ เกิดเมื่อ 17 มกราคม พ.ศ. 2534
นอกจากนี้ วินทร์ ยังเขียนเรื่องสั้น และบทความ ลงนิตยสารด้วย เช่น  ใน มติชนสุดสัปดาห์ และยังมีผลงานเขียน ร่วมกับนักเขียนรุ่นใหม่อย่างปราบดา หยุ่น ในชื่อชุด ความน่าจะเป็นบนเส้นขนาน (ดัดแปลงจากชื่อหนังสือที่ได้รับความนิยมของทั้งคู่ คือ ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน ของวินทร์ และ ความน่าจะเป็น ของปราบดา) โดยเขียนลงเป็นตอนๆ ลงในนิตยสาร open ในลักษณะการโต้ตอบอีเมลกัน และได้รวมเล่มเป็นหนังสือแล้วเจ็ดเล่ม

ศิลปินแห่งชาติ

ในวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2557 วินทร์ เลียววาริณ ได้รับการประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติจากสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติให้เป็น "ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์" ร่วมกับมาลา คำจันทร์ และโสภาค สุวรรณ

ผลงาน

หนังสือ

  1. สมุดปกดำกับใบไม้สีแดง (รวมเรื่องสั้น) (พ.ศ. 2537)
  2. อาเพศกำสรวล (รวมเรื่องสั้น) (พ.ศ. 2537)


    วินทร์ เลียววาริณ ในบุคลิกอันเรียบง่าย
  3. ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน (นวนิยาย) (พ.ศ. 2537)
  4. เดือนช่วงดวงเด่นฟ้า ดาดาว (รวมเรื่องสั้นแนววิทยาศาสตร์) (พ.ศ. 2538)
  5. สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน (รวมเรื่องสั้นและบทความ) (พ.ศ. 2542)
  6. 空劫の大河 タイ民主革命奇綺談 (ภาคภาษาญี่ปุ่นของหนังสือ"ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน") (พ.ศ. 2542)
  7. หนึ่งวันเดียวกัน (รวมเรื่องสั้น) (พ.ศ. 2544)
  8. หลังอานบุรี (รวมเรื่องสั้น) (พ.ศ. 2544)
  9. ปีกแดง (นวนิยาย) (พ.ศ. 2545)
  10. インモラル・アンリアル ISBN 4763123238 (รวมเรื่องสั้นภาคภาษาญี่ปุ่น) (พ.ศ. 2545)
  11. ความน่าจะเป็นบนเส้นขนาน (จดหมาย) (พ.ศ. 2545) (เขียนร่วมกับ ปราบดา หยุ่น)
  12. ปั้นน้ำเป็นตัว (รวมเรื่องสั้นและบทความ) (พ.ศ. 2546)
  13.  (รวมเรื่องสั้น) (พ.ศ. 2546)
  14. Democracy, Shaken & Stirred (ภาคภาษาอังกฤษของหนังสือ"ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน") (พ.ศ 2546)
  15. วันแรกของวันที่เหลือ (รวมเรื่องสั้น) (พ.ศ. 2547# ฆาตกรรมกลางทะเล (รวมเรื่องสั้น) (พ.ศ. 2547)
  16. คดีผีนางตะเคียน (รวมเรื่องสั้น) (พ.ศ. 2547)
  17. นิยายข้างจอ (พ.ศ. 2548)
  18. ปลาที่ว่ายในสนามฟุตบอล (พ.ศ. 2548)
  19. จรูญจรัสรัศมีพราว พร่างพร้อย (รวมเรื่องสั้นแนววิทยาศาสตร์) (พ.ศ. 2548)
  20. รอยเท้าเล็กๆของเราเอง(หนังสือเสริมกำลังใจ) (พ.ศ. 2548)
  21. โลกด้านที่หันหลังให้ดวงอาทิตย์ (รวมเรื่องสั้น) (พ.ศ. 2549)
  22. ผู้ชายคนที่ตามรักเธอทุกชาติ พิมพ์ครั้งที่ 85 (นวนิยาย) (พ.ศ. 2549)
  23. ยาแก้สมองผูก ตราควายบิน (คู่มือการเขียนหนังสือแบบสังเคราะห์เรื่อง) (พ.ศ. 2550)
  24. ฝนตกขึ้นฟ้า (นวนิยายฟิล์ม นัวร์ ) (พ.ศ. 2550)
  25. โลกใบที่สองของโม (นวนิยายภาพรีไซเคิลเรื่องแรกของโลก) (พ.ศ. 2549)
  26. ความฝันโง่ ๆ (หนังสือรวบบทความเสริมกำลังใจ ชุดที่ 2) (พ.ศ. 2549)
  27. a day in a life (2005) (หนึ่งวันเดียวกัน ฉบับภาษาอังกฤษ)
  28. เบื้องบนยังมีแสงดาว (หนังสือเสริมกำลังใจ ชุดที่ 3) (พ.ศ. 2550)
  29. น้ำแข็งยูนิต ตราควายบิน (เป็นหนังสือในลักษณะเดียวกับ ยาแก้สมองผูก ตราควายบิน) (พ.ศ. 2550)
  30. เดินไปให้สุดฝัน (พ.ศ. 2551)
  31. บุหงาปารี (พ.ศ. 2551) (ถูกนำไปสรางเป็นบทภาพยนตร์ ปืนใหญ่จอมสลัด)
  32. บุหงาตานี (พ.ศ. 2552) (ภาคต่อของ "บุหงาปารี")
  33. เส้นรอบวงของหนึ่งวัน (รวมเรื่องสั้น) (พ.ศ. 2552)
  34. ยามดึกนึกหนาวหนาว เขนยแนบ แอบเอย (รวมเรื่องสั้นแนววิทยาศาสตร์) (พ.ศ. 2552)
  35. มังกรเซน (หนังสือศาสนาพุทธนิกายเซน) (พ.ศ. 2552)
  36. วินทร์ เลียววาริณ คุยกับหนอน (หนังสือรวมจดหมายอิเล็กทรอนิกส์) (พ.ศ. 2552)
  37. เย็นฉ่ำน้ำค้างย้อย เยือกฟ้าพาหนาว (รวมเรื่องสั้นแนววิทยาศาสตร์) (พ.ศ. 2554)
  38. เส้นสุมมติ(พ.ศ. 2555)
  39. คำที่แปลว่ารัก(พ.ศ. 2555)
  40. คดีล่าคนเจ้าชู้(พ.ศ. 2556)
  41. ชีวิตคือปาฏิหาริย์(พ.ศ. 2556)

เขียนร่วมกับ ปราบดา หยุ่น

  1. ความน่าจะเป็นบนเส้นขนาน 1 (จดหมาย 2545)
  2. ความน่าจะเป็นบนเส้นขนาน 2 (จดหมาย 2547)
  3. ความน่าจะเป็นบนเส้นขนาน 3 (จดหมาย 2548)
  4. ความน่าจะเป็นบนเส้นขนาน 4 (จดหมาย 2549)
  5. ความน่าจะเป็นบนเส้นขนาน 5 (จดหมาย 2550)
  6. ความน่าจะเป็นบนเส้นขนาน 6 (จดหมาย 2551)
  7. ความน่าจะเป็นบนเส้นขนาน 7 (จดหมาย 2552)



คลิกที่นี่


คลิกที่นี่

คลิกที่นี่